about chantharakasem
*** คลิกเพื่อดู พิพิธภัณฑ์เสมือนจริง ***

     พระราชวังจันทรเกษม ตั้งอยู่บริเวณริมแม่น้ำป่าสัก หรือ ที่เรียกว่าคูขื่อหน้าในอดีต ทางด้านทิศเหนือ มุมตะวันออกของเกาะเมืองอยุธยา ใกล้กับตลาดหัวรอ ตำบลหัวรอ อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยาหลักฐานตามพระราชพงศาวดารสันนิษฐานได้ว่า พระราชวังจันทรเกษมหรือวังหน้า สร้างขึ้นในรัชสมัยสมเด็จพระมหาธรรมราชา ประมาณ พ.ศ. 2120 ด้วยมีพระราชประสงค์เพื่อให้เป็นที่ประทับของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เมื่อทรงดำรงตำแหน่งพระมหาอุปราชครองเมืองพิษณุโลก

 นอกจากนี้ยังเคยเป็นที่ประทับของพระมหากษัตริย์และพระมหาอุปราชที่สำคัญถึง 8 พระองค์ คือ

  • สมเด็จพระนเรศวรมหาราช        
  • สมเด็จพระเอกาทศรถ
  • เจ้าฟ้าสุทัศน์                
  • สมเด็จพระนารายณ์มหาราช
  • ขุนหลวงสรศักดิ์ (พระเจ้าเสือ)        
  • สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ
  • สมเด็จพระเจ้าบรมโกศ            
  • กรมพระราชวังบวรมหาเสนาพิทักษ์

    ภายหลังเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 ใน พ.ศ. 2310 พระราชวังจันทรเกษมได้ถูกทิ้งร้างไป จนกระทั่งในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ จึงได้มีการบูรณะและปรับปรุงพระราชวังจันทรเกษมขึ้นใหม่ เพื่อใช้สำหรับเป็นที่ประทับในเวลาที่พระองค์ เสด็จประพาสพระนครศรีอยุธยา และพระราชทานนามว่า พระราชวังจันทรเกษม
     ต่อมาพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ได้พระราชทานพระราชวังจันทรเกษม ให้เป็นที่ทำการของมณฑลกรุงเก่า โดยใช้ พระที่นั่งพิมานรัตยา ซึ่งเป็นหมู่ตึกกลางของพระราชวังเป็นที่ทำการ
     เมื่อพระยาโบราณราชธานินทร์ได้เข้ามาดำรงตำแหน่งสมุหเทศาภิบาลมณฑลกรุงเก่า ได้จัดสร้างอาคารที่ทำการภาคบริเวณกำแพงวัง ด้านทิศตะวันตกต่อกับทิศใต้ แล้วย้ายที่ว่าการมณฑลจากพระที่นั่งพิมานรัตยามาตั้งที่อาคารที่ทำการภาคในขณะนั้น
สถาปัตยกรรมพระราชวังจันทรเกษม
    
สิ่งก่อสร้างที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบัน ส่วนใหญ่สร้างขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจากนั้นจึงมีการใช้งานกันเรื่อยมา ทั้งเป็นที่ประทับของพระมหากษัตริย์และที่ทำการมณฑลเทศาภิบาลจนกระทั่งในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 จึงได้มีการซ่อมแซมและบูรณะอาคารต่าง ๆ ข้นมาอีกครั้ง ดังนี้

  • กำแพงพระราชวัง ปัจจุบันก่อเป็นกำแพงอิฐมีใบเสมาทับแนวบนมีประตูด้านละ 1 ประตู รวม 4 ด้าน คำให้การชาวกรุงเก่า กล่าวว่า แต่เดิมวังจันทรเกษมมีกำแพง 2 ชั้น เช่นเดียวกับวังหลวง
  • พลับพลาจัตุรมุข พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้สร้างพลับพลาลักษณะเป็นอาคารจตุรมุขแฝดใช้เป็นท้องพระโรงสำหรับออกงานว่าราชการ และที่ประทับในเวลาเดียวกัน
  • พระที่นั่งพิมานรัตยา เป็นหมู่ตึกกลางพระราชวัง ประกอบด้วย อาคารปรัศว์ซ้าย อาคารปรัศว์ขวา พระที่นั่งพิมานรัตยา และศาลาเชิญเครื่อง พ.ศ. 2442 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานกลุ่มอาคารพระที่นั่งพิมานรัตยานี้ ให้เป็นที่ว่าการมณฑลกรุงเก่า
  • พระที่นั่งพิสัยศัลลักษณ์ (หอส่องกล้อง) พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นตามแนวรากฐานเดิมที่มีมาตั้งแต่สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เพื่อทรงใช้เป็นที่ศึกษาดาราศาสตร์
  • โรงม้าพระที่นั่ง เป็นอาคารก่ออิฐถือปูน 2 ชั้น ตั้งอยู่ริมกำแพง ด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือ
  • อาคารสโมสรเสือป่า สร้างขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ตรงบริเวณกำแพงพระราชวังด้านทิศตะวันออก
  • ตึกที่ทำการภาค หรืออาคารมหาดไทย สร้างขึ้นเมื่อครั้งพระยาโบราณราชธานินทร์ (พร เดชะคุปต์) ดำรงตำแหน่งสมุหเทศาภิบาล มณฑลกรุงเก่า มีลักษณะเป็นอาคารชั้นเดียว สร้างขนานไปกับแนวกำแพงด้านทิศตะวันตกก่อกับทิศใต้

    วังจันทรเกษม มิวเซียมที่กรุงเก่า

        ในระหว่างที่พระยาโบราณราชธานินทร์ ดำรงตำแหน่งสมุหเทศาภิบาล มณฑลอยุธยา ท่านได้ทำการศึกษาและรวบรวมเรื่องราว รวมทั้งวัตถุสิ่งของสำคัญในบริเวณกรุงเก่าและบริเวณใกล้เคียงไว้เป็นจำนวนมาก มาเก็บรักษาไว้ที่พระราชวังจันทรเกษม จนกระทั่งในปีพุทธศักราช 2445 สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ได้ทรงแนะนำให้พระยาโบราณราชธานินทร์ จัดตั้งพิพิธภัณฑ์ เรียกว่า “โบราณพิพิธภัณฑ์” โดยในระยะแรกนั้นใช้ตึกโรงม้าพระที่นั่งเป็นที่เก็บรวบรวม
         ต่อมาเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2447 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระราชดำริโปรดเกล้าฯ ให้ย้ายวัตถุต่าง ๆ จากโรงม้าพระที่นั่งเข้ามาเก็บรักษาและตั้งแสดงที่บริเวณอาคารพลับพลาจัตุรมุข พร้อมทั้งจัดสร้างระเบียงตามแนวอาคารด้านทิศเหนือ และทิศตะวันออก เพื่อจัดตั้งวัตถุ ศิลาจารึก และประติมากรรรมต่าง ๆ ตั้งชื่อว่า “อยุธยาพิพิธภัณฑ์”
         พุทธศักราช 2415 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จประพาสยุโรป เมื่อเสด็จถึงเมืองฮอมเบิค ประเทศเยอรมนี ทรงมีโทรเลขถึงสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ความว่า “มิวเซียมที่นี่ เหมือนมิวเซียมที่กรุงเก่า” ด้วยเหตุนี้เอง “อยุธยาพิพิธภัณฑ์” ในขณะนั้น จึงเป็นที่รู้จักของบรรดาผู้สนใจและรักในงานด้านประวัติศาสตร์โบราณคดีของชาติ
         ต่อมา ในวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2579 กรมศิลปากร ได้ประกาศ ให้อยุธยาพิพิธภัณฑ์เป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ในนาม พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ จันทรเกษม

พระราชวังจันทรเกษม
          พระราชวังจันทรเกษม ตั้งอยู่บริเวณริมแม่น้ำป่าสัก หรือที่เรียกว่า คูขื่อหน้าในอดีต ทางด้านทิศเหนือมุมทิศตะวันออกของเกาะเมืองอยุธยา ใกล้ตลาดหัวรอ ตำบลหัวรอ อำเภอพระนครศรีอยุธยา  จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ในปัจจุบัน เดิมเป็นพระราชวังโบราณมีฐานะเป็นวังหน้าของกรุงศรีอยุธยา จากหลักฐานพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาระบุว่า สร้างขึ้นในสมัยสมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราช เมื่อประมาณ พ.ศ. 2120 โดยมีพระราชประสงค์เพื่อเป็นที่ประทับของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ซึ่งขณะนั้นทรงดำรงพระอิสริยยศเป็นอุปราชประทับที่วังจันทน์ เมืองพิษณุโลก เมื่อเวลาเสด็จลงมาพระนครศรีอยุธยามักจะมีข้าราชบริวารและทหารติดตามลงมาเป็นจำนวนมาก ไม่มีที่ประทับพักแรมเป็นการเฉพาะ สมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราช พระราชบิดา จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้าง “วังใหม่” ขึ้นทางด้านทิศตะวันออกของพระราชวังหลวง ต่อมาเมื่อสมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงอพยพผู้คนจากหัวเมืองเหนือลงมาอยุธยา พระองค์ได้เสด็จมาประทับที่วังใหม่นี้ ชาวเหนือที่อพยพลงมาพักเรียกวังใหม่นี้ว่า วังจันทน์ ตามชื่อ วังจันทน์ ที่พิษณุโลก เมื่อสมเด็จพระนเรศวรมหาราชเสด็จฯ ขึ้นเสวยราชสมบัติแล้วทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาสมเด็จพระเอกาทศรถเป็นอุปราชประทับที่วังจันทน์ เรียกว่า วังจันทน์บวร ครั้งสมเด็จพระเอกาทศรถเสด็จขึ้นครองราชย์ในปี พ.ศ. 2148 โปรดเกล้าฯให้เจ้าฟ้าสุทัศน์พระราชโอรถดำรงตำแหน่ง อุปราชประทับที่วังจันทน์บวร เช่นกัน  จากแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าทรงธรรมจนถึงแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง วังจันทน์บวรว่างเว้นจากการประทับของพระมหาอุปราชราว 46 ปี กระทั่งสมัยสมเด็จพระศรีสุธรรมราชา พ.ศ. 2199 โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง สมเด็จพระนารายณ์มหาราช พระราชนัดดาเป็นอุปราช ประทับ ณ วังจันทน์บวร สันนิษฐานว่า ชื่อวังจันทน์บวรคงจะได้มาเปลี่ยนเป็น พระราชวังบวรสถานมงคลหลังจากที่สมเด็จพระนารายณ์มหาราชเด็จขึ้นครองราชย์ เนื่องจากสมัยต่อมา คือ รัชกาลสมเด็จพระเพทราชา ราวปี พ.ศ. 2231 โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง หลวงสรศักดิ์ พระราชโอรถเป็นอุปราชและให้เรียกตำแหน่งนี้ว่า กรมพระราชวังบวรสถานมงคล ซึ่งตำแหน่งนี้คงจะมาจากชื่อของ พระราชวังบวรสถานมงคล อันเป็นที่ประทับของอุปราชนั่นเอง ส่วนเจ้านายที่สังกัดวังหลังเรียกว่า กรมพระราชวังบวรสถานพิมุข และคงจะเป็นแบบอย่างกันมาจนกระทั่งสมัยรัตนโกสินทร์ เมื่อหลวงสรศักดิ์(พระเจ้าเสือ) เสด็จขึ้นครองราชย์ พ.ศ. 2246 โปรดเกล้าฯให้ สมเด็จพระเจ้าท้ายสระ พระราชโอรส ดำรงตำแหน่ง กระพระราชวังบวรสถานมงคล ประทับที่วังหน้าแห่งนี้ กระทั่งพระองค์เสด็จขึ้นครองราชย์ในปี พ.ศ. 2275 วังหน้าจึงตกอยู่ภายใต้การปกครองของสมเด็จพระเจ้าบรมโกศ หลังจากที่ทรงกระทำพิธีบรมราชาภิเษกในพระราชวังหลวงแล้วก็ยังทรงประทับที่วังหน้าเป็นเวลา 14 ปี ในเวลาเดียวกันนี้ก็ทรงโปรดให้แต่งตั้ง กรมขุนเสนาพิทักษ์ (เจ้าฟ้าธรรมาธิเบศ) เป็นกรมพระราชวังบวรสถานมงคล ในระยะแรก ทรงโปรดให้ประทับ ณ วังหลวง กระทั่ง พ.ศ. 2287 เกิดเพลิงไหม้วังหน้า จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ปลูกสร้างพระราชมณเฑียรขึ้นใหม่และโปรดเกล้าฯ ให้กรมพระราชวังบวรมหาเสนาพิทักษ์เสด็จมาประทับที่วังหน้า ซึ่งนับเป็นอุปราชองค์สุดท้ายที่ประทับ ณ วังหน้าแห่งนี้ หลังจากรัชกาลของพระองค์แล้ว วังหน้าก็ว่างมากระทั่งเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 พ.ศ. 2310 หลังจากนั้น พระราชวังแห่งนี้ก็ถูกทิ้งร้างเหลือแต่ซากอาคาร ก่ออิฐถือปูน เช่นเดียวกับโบราณสถานอื่น ๆ ของกรุงศรีอยุธยา
          ระยะเวลาได้ผ่านไปจนกระทั่งในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น จึงได้เริ่มมีการฟื้นฟูและบูรณะกรุงเก่าขึ้นอีกครั้งหนึ่ง โดยเฉพาะในช่วงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 4 นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2394 เป็นต้นมา หลักฐานจากเอกสารที่สำคัญคือ จดหมายเหตุรัชการที่ 4 จุลศักราช 1219 (พ.ศ. 2395) ได้เริ่มกล่าวถึงพระราชวังจันทรเกษมเป็นครั้งแรก เมื่อพระองค์ทรงมีสารตราไปถึงพระยาโบราณกรุงเก่า เรื่อง “กรมพิทักษ์จะเสด็จขึ้นทอดพระกฐินให้เร่งมีการซ่อมแซมพระที่นั่งจันทรเกษม” กล่าวได้ว่า พระราชวังจันทรเกษมในเวลานั้นคงได้เริ่มมีการฟื้นฟูและบูรณะขึ้นมาใหม่โดยให้เจ้าพระยามหาสิริธรรมเจ้าเมืองกรุงเก่าในเวลานั้นเป็นผู้ดูแลเริ่มจากการสร้างกำแพงพระราชวังในราวปี พ.ศ. 2400 และในปีต่อมา พระองค์จึงได้เสด็จขึ้นไปทอดพระเนตรการบูรณะพระราชวังจันทรเกษม รวมทั้งวัดเสนาสนารามและวัดขมิ้น
          หลังจากนั้นในปี พ.ศ. 2404 พระองค์จึงได้มีพระบรมราชโองการ โปรดเกล้าฯ ให้พระองค์เจ้าชิตเชิงพงษ์เคราะห์เป็นแม่กองในการดูแลการก่อสร้าง พระตำหนักและพลับพลาที่ประทับ โดยได้ทรงเร่งรัดให้ก่อสร้างแล้วเสร็จโดยเร็ว ในการที่รัชกาลที่ 4 ได้โปรดเกล้าฯ ให้ฟื้นฟู บูรณะพระราชวังจันเกษมขึ้นใหม่นี้ เพื่อใช้เป็นที่ประทับในเวลาที่เสด็จประพาสกรุงเก่า และชื่อของพระราชวังนั้น เดิมเรียกว่า “วังจันทน์บวร” คำว่า “บวร” นั้นทำให้นึกถึงวังหน้า เมื่อจะสถาปนาให้เป็นที่ประทับแล้ว จึงโปรดพระราชทานนามใหม่โดยเติมสร้อยข้างท้ายว่า “วังจันทรเกษม” สำหรับหมู่อาคารและพลับพลาที่สร้างขึ้นในเวลานั้น คงได้แก่พลับพลาจตุรมุขซึ่งเป็นอาคารเครื่องไม้ที่สร้างขึ้นบนฐานพระที่นั่งองค์เดิม บริเวณประตูด้านทิศเหนือ หมู่อาคารพระที่นั่งพิมานรัตยา ซึ่งมีลักษณะเป็นหมู่ตึกกลางพระราชวัง หอพิสัยศัลลักษณ์ (หอส่องกล้อง) ใช้สำหรับทอดพระเนตรดวงดาวโรงละคร ห้องเครื่อง และตึกโรงม้าพระที่นั่ง เป็นต้น
          สิ่งก่อสร้างและองค์พระที่นั่งต่าง ๆ นั้น สันนิษฐานว่าบางส่วนคงมาแล้วเสร็จในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 โดยเฉพาะกลุ่มอาคารพระที่นั่งพิมานรัตยา ในปี พ.ศ. 2438 ภายหลังจากที่มีการปฏิรูปการปกครองเป็นแบบมณฑลกรุงเก่าขึ้น โดยรวมหัวเมือง 8 เมือง เข้าอยู่ในมณฑล คือ เมืองกรุงเก่า เมืองอ่างทอง เมืองสระบุรี เมืองลพบุรี เมืองพระพุทธบาท เมืองพรหมบุรี เมืองอินทร์บุรี และเมืองสิงห์บุรี โดยให้มีที่ว่าการมณฑลอยู่ที่มณฑลกรุงเก่า ในปี พ.ศ. 2439 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำริให้ปรับปรุงพระราชวังจันทรเกษม เพื่อพระราชทานให้สำหรับเป็นที่ว่าการมณฑลในเวลานั้น โดยทรงโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอกรมขุนมรุพงษ์ศิริพัฒน์ ข้าหลวงเทศาภิบาลมณฑลกรุงเก่าในขณะนั้น เป็นผุ้ดูแลจัดการ ดังปรากฏความในจดหมายราชการมณฑลกรุงเก่าเลขที่ 1043057 ลงวันที่ 16 กันยายน รศ. 117 ความว่า
พระราชวังจันทรเกษม มิวเซียมที่กรุงเก่า
          “มิวเซียมที่นี่ เหมือนมิวเซียมที่กรุงเก่า ออกคิดถึงพระยาโบราณ ฉันจะแต่งหนังสือมิวเซียมนี้” ข้อความดังกล่าว เป็นความในสำเนาพระราชโทรเลข ที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงส่งมาจากเมืองฮอมเบิค (HAMBURG) ประเทศเยอรมัน เมื่อคราวเสด็จพระราชดำเนินประพาสยุโรปครั้งที่ 2 ในปี พ.ศ. 2451 แสดงให้เห็นถึงความสนพระทัย ในกิจการพิพิธภัณฑสถาน ซึ่งกำลังก่อร่างสร้างตัวอยู่ในเวลานั้น อันเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่ อยุธยาพิพิธภัณฑ์ ในพระราชวังจันทรเกษมขณะนั้นกำลังเป็นที่นิยมเพราะมีการจัดเป็นพิพิธภัณฑ์สมัยใหม่ เช่นเดียวกับยุโรป
           ภายหลังจากที่มีการจัดตั้งศาลาว่าการมณฑลกรุงเก่า ภายในพระราชวังจันทรเกษมในปี พ.ศ. 2439 แล้ว หลวงอนุรักษ์ภูเบศร์ข้าหลวงมหาดไทยในมณฑลกรุงเก่าขณะนั้น ก็เป็นผู้หนึ่งที่มีความสนใจและศึกษาในงานประวัติศาสตร์โบราณคดีโดยนิสัย ท่านเป็นผู้ที่ชอบค้นคว้าและเสาะหาความรู้ทั้งจากการอ่านและการสำรวจโบราณวัตถุสถานในบริเวณมณฑลกรุงเก่า กล่าวได้ว่าท่านเป็นผู้รู้ที่สำคัญคนหนึ่งของมณฑลกรุงเก่า และยังเป็นที่โปรดปรานของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พ.ศ. 2444 ท่านได้รับพระราชทานสัญญาบัตรเลื่อนขึ้นเป็น “พระยาโบราณบุรารักษ์” ปลัดมณฑลเทศาภิบาล มณฑลกรุงเก่า และด้วยความเป็นผู้ที่สะสมความรู้ในวิชาโบราณคดีประวัติศาสตร์มาตั้งแต่เมื่อครั้งเป็นหลวงอนุรักษ์ภูเบศร์ ท่านจึงได้รวบรวมบรรดาโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ ที่ได้จากที่ต่าง ๆ จากการตรวจตราวัตถุเหล่านี้ มาเก็บรักษาไว้ที่พระราชวังจันทรเกษม เป็นจำนวนมาก จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2445 สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ซึ่งดำรงตำแหน่งเสนาบดี กระทรวงมหาดไทยในเวลานั้นได้เสด็จขึ้นไปทอดพระเนตรบรรดาโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ ที่พระยาโบราณราชธานินทร์ได้รวบรวมไว้ จึงได้ชักชวนให้พระยาโบราณราชธานินทร์จัดตั้งขึ้นเป็นพิพิธภัณฑ์ โดยใช้พื้นที่บริเวณโรงม้าพระที่นั่งเป็นสถานที่เก็บรวบรวมและจัดแสดงในระยะแรกเรียกว่า “โบราณพิพิธภัณฑ์”
          จนกระทั่งเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2447 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรโบราณพิพิธภัณฑ์ ที่พระราชวังจันทรเกษม และได้ทรงลงบันทึกไว้ในสมุดพิพิธภัณฑ์ ที่พระราชวังจันทรเกษม และได้ทรงลงบันทึกไว้ในสมุดพิพิธภัณฑ์ไว้ว่า “เก็บรวบรวมได้มากเกินคาดหมายและจัดเรียบเรียงดี” จากนั้นจึงได้มีพระราชดำริโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ย้ายวัตถุต่าง ๆ จากโรงม้าพระที่นั่งมาจัดตั้งแสดงไว้ ณ พลับพลาจตุรมุข โบราณวัตถุอีกส่วนหนึ่ง ซึ่งเป็นศิลาและโลหะขนาดใหญ่ได้ก่อฐานอิฐและจัดตั้งไว้ภายในกำแพงวัง ทางด้านเหนือไปทางตะวันออก และทำเป็นระเบียงมุงสังกะสีตามไปตลอดแนว จัดขึ้นเป็นพิพิธภัณฑสถานในพระนครศรีอยุธยา เรียกว่า “อยุธยาพิพิธภัณฑสถาน”
          ในปี พ.ศ. 2451 ความในสำเนาพระราชโทรเลข ดังข้างต้นได้มีมาถึงสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เมื่อความทราบถึงพระยาโบราณราชธานินทร์ก็ทำให้ท่านมีความปลาบปลื้มเสมือนหนึ่งได้รับพระราชทานรางวัลจากการจัดพิพิธภัณฑ์ในครั้งนั้น
          ความในพระราชหัตถเลขา ฉบับที่ 35 ที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้มีมาถึงสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอเจ้าฟ้านิภานภดล วิมลประภาวดี กรมขุนอู่ทองเขตขัตติยนารี ราชเลขาธิการฝ่ายในพระองค์เวลานั้น ได้กล่าวถึงมิวเซียมที่เมืองฮอมเบิคไว้ว่า
          “น่ารักในวิธีที่เขาเก็บของ สารพัด อะไรที่ขุดไว้กันไว้เป็นพวกมีจนกระทั่งกระบุงขาด รอยไฟไหม้ อย่างเช่น พระยาโบราณมีที่กรุงเก่า นับว่าพระยาโบราณเดินทางถูกต้องแท้...” นับเป็นแนวทางเดียวกับที่พระยาโบราณราชธานินทร์ ได้จัดไว้กับพิพิธภัณฑ์ของท่านที่กรุงเก่า
          ดังนั้นอยุธยาพิพิธภัณฑสถานจึงกลายเป็นสถานที่สำคัญ ที่มีทั้งแขกบ้าน แขกเมือง ขึ้นไปเที่ยวชมอยู่เสมอ ทั้งนี้เพราะมีการจัดเรื่องราวของวัตถุ เป็นกลุ่มเป็นพวก แทนที่จะเป็นแบบคลังเก็บของอย่างที่พิพิธภัณฑสถาน ในกรุงเทพฯ จากนั้นมาในวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2479 กรมศิลปากร จึงได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาให้อยุธยาพิพิธภัณฑสถาน เป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ในนาม “พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ จันทรเกษม” จึงอาจ กล่าวได้ว่าอยุธยาพิพิธภัณฑสถานหรือพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ จันทรเกษม นับเป็นพิพิธภัณฑ์ที่เกิดขึ้นในส่วนภูมิภาคเป็นแห่งแรกของประเทศไทย โบราณวัตถุศิลปวัตถุบางชิ้นยังได้นำไปจัดแสดงที่พิพิธภัณฑสถานสำหรับพระนคร จนกระทั่งทุกวันนี้ หรืแม้แต่ในคราวที่จัดตั้งพิพิธภัณฑสถาน แห่งชาติ เจ้าสามพระยา ในปี พ.ศ. 2504 ก็ได้นำโบราณวัตถุศิลปวัตถุที่จัดแสดงอยู่ในพลับพลาจตุรมุข พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ จันทรเกษม ไปจัดแสดงด้วยเช่นกัน

สถาปัตยกรรม พระราชวังจันทรเกษม
          พระราชวังจันทรเกษมในปัจจุบันมีเนื้อที่ 14 ไร่ 93 ตรม. แต่ในอดีตนั้นอาณาเขตของพระราชวังจันทรเกษมมีเนื้อที่กว้างขวางกว่าเดิมในปัจจุบันมาก ทิศเหนือ คือ ด้านหน้าจดกำแพงเมือง ทิศตะวันตกถึงวัดขุนแสน ทิศใต้ถึงวันเสนาสนาราม (วัดเสื่อ) ทิศตะวันออกถึงบริเวณที่ตั้งศาลพระนครศรีอยุธยา ในปัจจุบัน ในหนังสือตำนานวังหน้าของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพยังได้กล่าวไว้ว่า “เขตวังหน้า เดิมกว้างกว่าแนวกำแพงนี้มาก วัดเสนาสนาราม วัดขมิ้น 2 วัน อยู่ในเขตวัง (ครั้งกรุงศรีอยุธยา เป็นวัดที่ไม่มีพระสงฆ์) เพราะได้เคยขุดค้นพบรากฐานพระราชมณเฑียร บัวหัวเสา บัวโคนเสาและฐานระหัดน้ำได้ ตามบริเวณที่กล่าวมาแล้วหลายแห่ง”
          ในคำให้การของชาวกรุงเก่า กล่าวถึงพระราชวังจันทรเกษมไว้ว่า “มีกำแพง 2 ชั้นเหมือนวังหลวง กำแพงชั้นนอกสูง 7 ศอก (3.5 เมตร) มีชานสำหรับพลทหารประจำหน้าที่ หนา 2 ศอก (1 เมตร) วัดแนวกำแพงโดยรอบได้ 24 เส้น (960 เมตร) มีประตูใหญ่ขนาดกว้าง 4 ศอก (2 เมตร) 6 ประตู ประตูน้อย 2 ประตู รวม
8 ประตู ส่วนพระราชมณเฑียรของพระมหาอุปราชนั้น ข้างหน้า มีท้องพระโรงสำหรับเป็นที่เฝ้าหลังหนึ่ง (ต่อท้องพระโรงเข้าไป) มีพระวิมาน 3 หลัง อยู่ทางทิศเหนือหลังหนึ่ง ทิศใต้หลังหนึ่ง ทิศตะวันออกหลังหนึ่ง หลังตะวันออก ตะวันตก ยาวตามเหนือไปใต้ อีกหลังหนึ่งนั้นยามตะวันออกไปตะวันตก หลังตะวันออกตะวันตก
2 หลัง หลังคาทำเป็น 2 ชั้น แต่หลังใต้นั้นหลังคาทำเป็น 2 ชั้น หลังคาทำเป็น 3 ชั้น ที่ประทับพระมหาอุปราชทุกหลังนี้สลักปิดทอง แต่ภายในทาแดง ตำหนักหลังใต้ เรียกว่า พระที่นั่งพิมานรัถยา หลังตะวันตก ตะวันออก เรียกพระปรัศว์ ตั้งราชบัลลังก์ที่พระที่นั่งพิมานรัถยาที่ชลาข้างหน้ามีทิมพัก 3 หลัง มีคลังหลังหนึ่ง โรงช้าง 3 หลัง โรงม้า 3 หลัง สระน้ำ สระหนึ่ง”
          ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชและพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวได้โปรดเกล้าฯ ให้รื้อกำแพงอิฐลงมาสร้างพระนครที่กรุงเทพฯ และสร้างพระอารามเป็นอันมาก ในปี พ.ศ. 2438 พระยาชัยวิชิตสิทธิศักดิ์มหานัคราธิการ (นาก ณ ป้อมเพชร) ผู้รักษา กรุงเก่าขณะนั้น ได้เกลื่อนกำแพงลงเป็นแนวถนนรอบเกาะเมือง (ถนนอู่ทองในปัจจุบัน) แนวกำแพงพระราชวังจันทรเกษมที่ปรากฎอยู่ในปัจจุบันจึงเป็นกำแพงที่สร้างขึ้นใหม่ในสมัยรัชกาลที่ 4 ในคราวที่ทรงโปรดเกล้าฯ ให้บูรณปฏิสังขรณ์พระราชวัง เป็นกำแพงก่ออิฐถือปูน มีความยาวด้านละ 4 เส้น (160 เมตร) บนกำแพงประดับด้วยใบเสมาโดยรอบ มีประตูทางเข้า 4 ด้าน ๆ ละ 1 ประตู

พระที่นั่งและอาคารต่าง ๆ ภายในพระราชวังจันทรเกษม
          สิ่งก่อสร้างที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบันส่วนใหญ่สร้างขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งต่อมาเป็นที่ประทับของพระมหากษัตริย์และที่ทำการมณฑลเทศาภิบาล จนถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงได้มีการบูรณะปฏิสังขรณ์อาคารต่าง ๆ ขึ้นมาอีกครั้ง
          พลับพลาจตุรมุข ตั้งอยู่ติดกับกำแพงด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือเป็นอาคารเครื่องไม้ บนชานพลับพลาก่ออิฐถือปูน พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้สร้างตัวพลับพลาขึ้นใหม่บนรากฐานเดิมซึ่งเหลือเพียงซาก่ออิฐถือปูนของชานพลับพลาใช้เป็นที่ประทับและเป็นท้องพระโรง สำหรับว่าราชการขณะเสด็จประพาสพระนครศรีอยุธยา ลักษณะเป็นพลับพลาจตุรมุขแฝดมีมุขด้านหน้า 3 มุข ด้านหลัง 3 มุข หลังคามุงกระเบื้อง มีช่อฟ้า ใบระกา หน้าบันของมุขทั้ง 6 ของเดิมปั้นปูนประดับเป็นลายพระราชลัญจกรต่าง ๆ ไม่ซ้ำกันคือ
              ด้านหน้ามุขกลาง        เป็นลายพระราชลัญจกรมหาโองการ
              ด้านหน้ามุขเหนือ        เป็นลายพระราชลัญจกรครุฑพ่าห์
              ด้านหน้ามุขใต้           เป็นลายพระราชลัญจกรหงส์พิมาน
              ด้านหลังมุขกลาง        เป็นลายพระราชลัญจกรมังกรคาบแก้ว
              ด้านหลังมุขเหนือ        เป็นลายพระราชลัญจกรไอยราพต
              ด้านหลังมุขใต้           เป็นลายพระราชลัญจกรสังข์พิมาน
           สมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดให้พระยาชัยวิชิต (นาก ณ ป้อมเพชร) บูรณะครั้งหนึ่งและใช้เป็นศาลาว่าการเมืองกรุงเก่า เมื่อ พ.ศ. 2439 พ.ศ. 2447 ใช้เป็นที่ตั้งอยุธยาพิพิธภัณฑสถาน ต่อมา พ.ศ. 2469 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดให้พระยาโบราณราชธานินทร์ซ่อมใหม่อีกครั้งหนึ่งในความอำนวยการของราชบัณฑิตยสภา ซ่อมครั้งนี้ได้รื้อตัวพลับพลาหมดทั้งหลัง เสา รอด ตง ขื่อ หล่อเฟโรคอนกรีตแทนของเดิม ทรงพลับพลาเดิมนั้นเตี้ยอยู่ให้ขยายสูงขึ้นไปอีกศอกหนึ่ง ฝาคงใช้ไม้ตามเดิม หน้าบันทั้ง 6 ลายปูนปั้นของเดิมชำรุด เปลี่ยนเป็นลายไม้แกะสลักแทนและยังคงอยู่มาจนทุกวันนี้
          พระที่นั่งพิมานรัตยา เป็นหมู่อาคารตั้งอยู่กลางพระราชวัง สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 4 ตามแนวรากฐานเดิมและคงจะเสร็จสมบูรณ์ในสมัยรัชกาลที่ 5 ลักษณะเป็นสถาปัตยกรรมแบบยุโรปดัดแปลงให้เหมาะสมกับประโยชน์ใช้สอยแบบไทย เป็นอาคารก่ออิฐถือปูน พื้นไม้ หลังคามุงกระเบื้อง ใต้ถุนสูง ก่ออิฐเป็นห้อง ๆ อาคารชุดนี้ประกอบด้วยอาคารใหญ่ 2 หลัง ขยายต่อกัน มีบันไดทางขึ้นด้านหน้าและหลัง ทางด้านหน้าของอาคารใหญ่เป็นลานโล่ง มีเรือนขวางขนาดเล็กขนาบ 2 ข้าง เรียกปรัศว์ซ้ายและปรัศว์ขวา (ปรัศว์ – ข้าง, สีข้าง) ในปีพุทธศักราช 2439 ได้ใช้เป็นที่ว่าการมณฑลกรุงเก่า
         ศาลาเชิญเครื่อง ตั้งอยู่ทางด้านทิศใต้ของกลุ่มพระที่นั้งพิมานรัตยา เป็นลักษณะอาคารแบบโถงตะวันตกหลังคามุงกระเบื้อง หอพิสัยศัลลักษณ์ เป็นอาคารทรงหอ 4 ชั้น ขนาด 15.80 เมตร x 17.00 เมตร สูง 22 เมตร ตั้งอยู่ริมกำแพงด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ สันนิษฐานว่าสร้างครั้งแรกในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช และได้พังลงตั้งแต่ก่อนเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 สมัยรัชกาลที่ 4 โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นตามรากฐานเดิมแล้วพระราชทานนามว่า หอพิสัยศัลลักษณ์ ใช้เป็นที่ประทับทอดพระเนตรดวงดาว ต่อมาเมื่อพื้นที่ภายในพระราชวังจันทรเกษม ถูกใช้เป็นที่ทำการมณฑลกรุงเก่า จึงทำหน้าที่เป็นหอสังเกตุการณ์และติดเครื่องสัญญาณเตือนภัยของมณฑลกรุงเก่า
          โรงม้าพระที่นั่ง เป็นอาคารก่ออิฐถือปูน ขนาด 6.00 เมตร 17.00 เมตร ตั้งอยู่ริมกำแพงด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือ สร้างสมัยรัชกาลที่ 4 ในสมัยรัชกาลที่ 5 พระยาโบราณราชธานินทร์ ใช้เป็นที่ตั้ง โบราณพิพิธภัณฑ์
          โรงละคร เป็นอาคารหลังคาทรงปั้นหยา อยู่บริเวณด้านหน้าของพลับพลาจตุรมุข ปัจจุบันได้ถูกรื้อออกไปแล้ว
          อาคารมหาดไทย หรือ ตึกที่ทำการภาค เป็นอาคารรูปตัว L ก่ออิฐถือปูน หลังคามุงกระเบื้อง ตั้งอยู่ชิดกำแพงพระราชวังด้านทิศตะวันตกต่อกับทิศใต้ ขนาดกว้าง 10.00 เมตร ด้านทิศตะวันตกยาว 50.00 เมตร ด้านทิศใต้ยาว 65.00 เมตร สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 6 ครั้งพระยาโบราณราชธานินทร์ (พร เดชะคุปต์) เป็นสมุหเทศาภิบาลมณฑลกรุงเก่า ใช้เป็นตึกที่ทำการภาคต่อมาจนกระทั่งเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 หลังจากนั้นยังได้ใช้เป็นที่ทำการของอัยการจังหวัด สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน สำนักงานสหกรณ์จังหวัด และสำนักงานคลังเขต 1 จนกระทั่ง พ.ศ. 2536 จึงได้ส่งคืนให้เป็นที่ทำการของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ จันทรเกษม
            อาคารสโมสรเสือป่า เป็นอาคารก่ออิฐถือปูน ทรงปั้นหยาชั้นเดียว หลังคามุงกระเบื้อง ขนาด 11.20 เมตร x 20.00 เมตร ตั้งอยู่ด้านหลังพระที่นั่งพิมานรัตยา สร้างขึ้นในสมัยรัชกาล พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ใช้สำหรับเป็นที่ชุมนุมกองเสือป่าของมณฑลกรุงเก่า ภายหลังเป็นที่ตั้ง “สำนักงานหอสมุดแห่งชาติ”
          ระเบียงจัดตั้งศิลาจำหลัก แต่เดิมสร้างเป็นระเบียง หลังคามุงสังกะสียาวไปตามแนวกำแพงด้านทิศเหนือและด้านทิศตะวันออก ใช้สำหรับเป็นที่เก็บรักษาบรรดาโบราณวัตถุ และศิลปวัตถุ ซึ่งพระยาโบราณราชธานินทร์ได้รวบรวมได้
          ในปี พ.ศ. 2537 นับเป็นที่น่ายินดีว่า อาคารพระที่นั่งพลับพลาจตุรมุข หอพิสัยศัลลักษณ์และอาคารสโมสรเสือป่า ได้รับพระราชทานรางวัลสถาปัตยกรรมไทยอนุรักษ์ดีเด่นจากสมาคมสถาปนิกสยาม โดยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เป็นองค์พระราชทานรางวัล นับเป็นเกียรติยศและความภาคภูมิใจของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา